สวยด้วยไขมันตัวเอง Fat Grafting ทำตรงไหนได้บ้าง

Fat Grafting
Fat Grafting

Fat Grafting เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีใหม่ทางการศัลยกรรมที่ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างมาก เพราะเป็นการดูดไขมันของตัวเองในส่วนที่ไม่ต้องการออก อาทิช่วง ต้นขา หน้าทอง สะโพก แล้วนำกลับเข้าไปฉีดในส่วนที่เราต้องการ แต่หลายคนสงสัยว่า Fat Grafting สามารถทำตรงไหนฉีดตรงไหนได้บ้าง วันนี้เรามีมาแนะนำกันแล้วค่ะ

  1. ฉีดไขมันที่แก้ม สำหรับผู้ที่ปัญหาแก้มตอบ หน้าผอมเกินไป ให้ดูหน้าอวบอิ่มขึ้น มีน้ำมีนวล และดูอ่อนเยาว์ลงด้วย
  2. ฉีดเข้าที่ใต้ตา และบริเวณรอบดวงตา เพื่อลดเรือนรอยคล้ำ ร่องลึก ตีนกา ช่วยให้ดูหน้าเด็กลง และดวงตาจะดูสดใสขึ้น
  3. ฉีดที่หน้าผาก เพื่อจัดการรอยเหี่ยวย่นทั้งหลาย รวมทั้งยังช่วยให้หน้าดูโหนกนูนมีมิติมากขึ้นอีกด้วย
  4. ฉีดเพิ่มขนาดหน้าอก เพราะการฉีดไขมันตัวเองเข้าไปช่วยให้ได้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งหลังจากฉีดประมาณ 3 เดือน ขนาดจะลดลงประมาณ 20% ดังนั้นส่วนใหญ่หมอจะฉีดให้ใหญ่ว่าที่คนไข้ต้องการเล็กน้อยในช่วงแรก เพราะหลัง 3 เดือนจะได้ขนาดที่พอดีเอง
  5. ฉีดที่ริมฝีปาก แก้ปัญหารอยย่นที่ริมฝีปาก รอยร่องมุมปาก ก็สามารถทำได้
  6. การทำ Fat Grafting ยังช่วยแก้ปัญหาเติมเต็มรอยแผลเป็นที่ยุบให้นูนขึ้นด้วย

การฉีดไขมันตัวเองเข้าสู่ใบหน้า จึงไม่ไดเป็นการฉีดเพื่อเสริมขนาดอย่างเดียว แต่สามารถฉีดเพื่อลดริ้วรอยที่เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นได้ด้วย แต่จุดที่ไม่เหมาะสมจะนำไขมันไปฉีดคือ การเสริมจมูก เพราะธรรมชาติของไขมัน เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะกระจายตัวออก ซึ่งจะทำให้จมูกดูใหญ่ไม่สวยงามอย่างที่ต้องการได้ ดังนั้น ใครจะไปเติมเต็มความสวยของตัวเอง ด้วยไขมันของตัวเอง ก็เลือกจุด หาข้อมูล และปรึกษาคุณหมอให้ดีๆ ก่อนจะทำค่ะ

 

เชื้อรา…อันตรายที่มองไม่เห็น

เชื้อรา
เชื้อรา

เชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ตาเรามองไม่เห็น แต่ที่เรามองเห็นมันตามชิ้นขนมปังหรือเฟอร์นิเจอร์ไม้ นั่นหมายความว่ามันเจริญเติบโตจนเกาะกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน และอันตรายมากแล้ว ซึ่งการได้รับเชื้อราเข้าไปในเวลานั้นอาจเป็นพิษต่อมนุษย์ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ตั้งแต่การเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆไปจนถึงการเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้ายังไม่อยากต้องเจ็บป่วยเพราะเชื้อรา มาลองหาวิธีการป้องกันเชื้อราเหล่านั้นกันสักหน่อยดีกว่าค่ะ

เชื้อรามักจะพบในสภาพแวดล้อมที่มืดและชื้น อากาศหน้าฝนจึงเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรามากที่สุด ส่วนในฤดูอื่นๆก็สามารถเกิดได้เช่นกันแต่มีโอกาสร้อยกว่า โดยเชื้อราจะพัฒนาเป็นเส้นใยเล็กๆและแพร่พันธุ์ด้วยการสร้างสปอร์ขนาดเล็กมากๆ ซึ่งมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความชื้นจะส่งเสริมต่อการเติบโตของเชื้อรา และอันตรายจะมากขึ้นเมื่อมีการสะสมของเชื้อราที่มากขึ้น

อันตรายที่เกิดขึ้นจากเชื้อรานี้มีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด อาการของการเจ็บป่วยจากเชื้อราสังเกตได้อย่างไร หากได้รับเชื้อราเข้าไปในร่างกายแล้ว คุณควรจะทำอย่างไรให้สามารถรักษาตัวเองได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา ถ้าต้องการมีร่างกายที่แข็งแรงตลอดไปต้องรู้เอาไว้เลย

เพราะในสิ่งแวดล้อมมีสปอร์ของราล่องลอยไปมา ซึ่งเราไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า และเราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงการรับสปอร์ของราได้ 100 % อย่างไรก็ตาม ร่างกายก็มีระบบภูมิคุ้มกันเพื่อปกป้องอันตรายที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นขนจมูกที่อยู่ปากทางของระบบทางเดินหายใจ รวมไปถึงระบบเม็ดเลือดที่คอยต่อต้านภายในร่างกาย

แต่การปกป้องเพียงเท่านี้อาจยังไม่เพียงพอ เพราะเมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอแค่เราได้รับเชื้อราในปริมาณเล็กน้อย ก็อาจเป็นอันตรายแก่สุชภาพของเราได้ ส่วนคนที่มีอาการภูมิแพ้หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็จะทำให้พวกเขามีอาการแย่ลงได้เช่นกัน ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเพิ่มการดูแลสุขลักษณะภายนอกที่ดี เพื่อป้องกันการแพร่ขยายของเชื้อราเข้าสู่ร่างกายมนุษย์

อันตรายของเชื้อราจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ‘ชนิดของรา‘ ด้วย ว่าเป็นชนิดที่ก่อให้เกิดโรคหรือไม่ ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว เชื้อราเหล่านี้จะก่อให้เกิดเป็นโรคภูมิแพ้ทั้งทางระบบหายใจหรือผิวหนังเฉพาะกับคนที่แพ้เท่านั้น แต่จะไม่เกิดกับคนทั่วไปที่แข็งแรง

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น คนที่เป็นโรคเอดส์, ผู้ป่วยโรคมะเร็ง, ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ , ผู้ที่กำลังมีการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์และเคมีบำบัด รวมถึงกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอด เช่น คนที่เป็นโรควัณโรค หรือ cystic fibrosis เป็นต้น

โดยอาการแพ้ที่อาจพบได้ เช่น น้ำมูกไหล หายใจไม่ออก น้ำตาไหล มีผื่น ผิวหนังอักเสบ จมูกอักเสบ เป็นต้น
ส่วนอาการเจ็บป่วยจากเชื้อราก็มีได้หลากหลายอาการ เช่น

อาการปวดหัว ศีรษะวิงเวียน คลื่นไส้ ไม่อยากอาหาร ปวดท้อง และ ท้องเสีย
ช็อค มึนงง รู้สึกชา สมองตื้อ มีปัญหาเรื่องการโฟกัสและความจำ
ปัสสาวะบ่อยขึ้น กระหายน้ำตลอดเวลา
อ่อนเพลียเมื่อยล้าและหลังออกกำลังกายจะมีอาการป่วยไข้
มีกลิ่นโลหะในช่องปาก
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นตะคริว ปวดข้อโดยที่ข้อไม่ได้อักเสบ ปวดเส้นประสาทเป็นประจำและรุนแรงขึ้น
น้ำหนักเพิ่มเรื่อยๆ ทั้งๆที่พยายามคุมน้ำหนักอยู่เสมอ
ตาแดง และ ตาพร่ามัวเมื่อเจอแสง
สั่น เหงื่อออกตอนกลางคืน และปัญหาการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
ไอ, หายใจช้าลง, ปัญหาไซนัส อาการของโรคหอบหืด และ หายใจถี่

ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าววมานี้จะไม่เกิดขึ้น หากเรามีวิธีการป้องกันที่ดี โดยวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ควรมีข้อปฏิบัติ ดังนี้

1. ควรรักษาความสะอาดภายในบ้านให้ดี โดยเฉพาะตู้เย็น ผ้าเช็ดจาน ภาชนะใส่อาหาร หรือแม้กระทั่งเคาท์เตอร์ในครัว เพราะนั่นเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำเพี่อป้องกันเชื้อรา

2. หากทราบว่าบ้านหรือเฟอร์นิเจอร์ในบ้านมีเชื้อรา ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือเข้าใกล้ หากจำเป็นควรป้องกันโดยหาที่ปิดปากและจมูกมาใส่

3. หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นละอองเยอะ บริเวณที่มีคนอยู่หนาแน่น เพราะบริเวณเหล่านั้นจะมีการระบายอากาศที่ไม่ดี และจะทำให้สปอร์ของเชื้อรากระจายอยู่ในบริเวณนั้นมาก

4. หมั่นสำรวจส่วนต่างๆของบ้านว่ามีราแอบแฝงอยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งบ้างหรือไม่ โดยบริเวณที่มักจะพบมากและควรตรวจสอบบ่อยๆ เช่น ห้องน้ำ ผ้าม่าน พรม หน้าต่าง เบาะนั่ง หมอน ผนังห้อง หวี เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ อย่าอาศัยการดม เพราะเชื้อราไม่มีกลิ่น ทำให้การดมไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก
แต่อาจจะลองสังเกตจากตัวเอง ว่าเมื่อเข้าใกล้บริเวณไหนแล้วเริ่มมีอาการแพ้ต่าง ๆบ้างหรือเปล่า ถ้าใช่ก็ต้องตามหาเชื้อราให้เจอ

5. เชื้อราเติบโตได้ดีในที่ที่มีความชื้น ดังนั้น จึงควรควบคุมระดับความชื้นภายในบ้าน ไม่ให้เกิน 40%

การทำเช่นนี้จะทำให้ร่างกายของเราห่างไกลจากเชื้อราได้มากขึ้น และทำให้ร่างกายที่อ่อนแอกลับมาแข็งแกร่งได้มากขึ้นเช่นกัน เมื่อเราป้องกันทุกอย่างได้ดี ร่างกายของเราก็จะปลอดภัยจาก “รา” ได้อย่างแน่นอน ลมหายใจจะสดชื่น และหมดสิ้นความกังวลเรื่องนี้อีกต่อไป ไม่เชื่อต้องลองดูค่ะ

อยากสวยแบบสุขภาพดีต้องเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ

ทุกวันนี้มีอาหารมากมายให้เราได้เลือกรับประทาน ทั้งฟาสต์ฟู้ด ทั้งขนม ล้วนผลิตออกมาได้ถูกใจผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง แต่เราอย่าได้หลงใหลไปกับรสชาติอาหารแสนอร่อยที่ไม่ได้นำมาซึ่งประโยชน์อันใดแก่ร่างกายของเราเลย แต่กลับจะมีโทษเสียมากกว่า เพราะพวกอาหารฟาสต์ฟู้ดและขนมต่างๆล้วนเป็นสาเหตุของโรคอ้วน ที่จะทำให้เราเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และอื่นๆอีกมากมาย

เราควรจะหันมาใส่ใจในการกินของเรา กินอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพที่ดี วันนี้ เราจะมาดูกันว่าต้องเลือกกินอย่างไรถึงจะมีประโยชน์

กินผัก
กินผัก

1.เลือกกินผัก การเลือกกินผักควรจะเลือกกินผักสดที่ปลอดสารพิษจะดีที่สุด กินผักให้หลากหลายชนิดเพราะผักแต่ละชนิดก็มีคุณประโยชน์และสารอาหารมากมายแตกต่างกัน

2.การเลือกกินเนื้อสัตว์ ควรเลือกกินเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่ายจำพวกปลา หากอยากกินเนื้อหมูหรือไก่ ควรเลือกกินเนื้อที่ไม่ติดมันหรือหนัง เพราะไขมันพวกนั้นจะเข้าไปสะสมในร่างกายของเรา

3.น้ำนั้นสำคัญ การดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะน้ำจะช่วยทำให้ระบบกลไกภายในร่างกายของเรานั้น ทำงานได้เป็นอย่างดี คนปรกติไม่อ้วนเกินไปควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่คนที่อ้วนหรือตัวใหญ่กว่านั้นก็ควรดื่มน้ำเพิ่มตามความเหมาะสม

4.การเลือกกินผลไม้ ควรจะเลือกผลไม้ที่มีกากใยและมีแร่ธาตุสูงอย่างเช่น ส้ม แอปเปิ้ล ฝรั่ง ผลไม้พวกนี้เป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ กินได้บ่อย แต่ผลไม้ที่มีน้ำตาลเยอะเช่น ทุเรียน องุ่น มะม่วงสุก หากเรากินเยอะมากเกินไปก็จะกลายเป็นโทษต่อร่างกาย ควรกินแต่พอดี

กินผลไม้
กินผลไม้

นอกจากนี้การทำอาหารควรจะทำประเภท ต้มหรือนึ่งดีกว่า การทอดหรือย่างสามารถทำให้เราเกิดโรคต่างๆได้หลากหลายชนิด หากเราปรับนิสัยการกินของเราตั้งแต่วันนี้ เราจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง พร้อมที่จะออกไปผจญภัยได้ในทุกๆวัน

ยาจุดกันยุงอันตรายกว่าที่คิด

ยาจุดกันยุง
ยาจุดกันยุง

ทุกคนรู้ดีว่า ‘ยุง‘ เป็นสัตว์พาหะที่นำโรคมาสู่มนุษย์มากมายหลายชนิด ทั้งไข้เลือดออก ไข้มาลาเรีย หรือโรคภัยอื่นๆ คนส่วนใหญ่จึงมักจะไม่ปล่อยให้ยุงมากัด เห็นเมื่อไหร่ก็ต้องตบ ต้องตี หรือต้องมียาจุดกันยุงไว้เป็นอาวุธ

ยิ่งหน้าฝน น้ำขัง ยุงร้ายยิ่งระบาดหนัก นอกจากจะต้องคว่ำหม้อ คว่ำไหแล้ คนส่วนใหญ่ก็มักจะใช้วิธีไล่ยุงโดยการ “จุดยากันยุง” ตามมุมต่างๆของบ้าน เมื่อยุงได้กลิ่นของยากันยุง มันก็จะกลัวและไม่กล้าบินเข้ามาใกล้ ซึ่งจะช่วยให้เรามีความปลอดภัยจากการโดยยุงกัดได้มากขึ้นนั่นเอง

แต่ประโยชน์ของยากันยุงอาจจะไม่เพียงพอในการกลบโทษของมัน เพราะคุณรู้ไหมว่า…การสูบดมกลิ่นของยาจุดกันยุงอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ มีผลทำให้คนได้รับอันตรายได้ ยาจุดกันยุงไม่ใช่แค่ไล่ยุงเท่านั้น แต่คนเองก็ไม่ควรสูดดมกลิ่นเหล่านี้เข้าไปมากๆเช่นกัน ทั้งนี้เพราะว่ายาจุดกันยุงมีส่วนประกอบเป็นสารเคมีหลายชนิด หากใช้อย่างไม่ระมัดระวังหรือไม่ถูกวิธีก็จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนได้

หากไม่ต้องการวางยาตัวเองด้วยยาจุดกันยุง ต้องรับทราบถึงข้อเสียของมันให้ละเอียดลึกซึ้ง “ยาจุดกันยุงเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้อย่างไรบ้าง” “มีวิธีป้องกันอันตรายจากยาจุดกันยุงอย่างไร” ตามไปหาคำตอบกันค่ะ

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ สารสำคัญในยาจุดกันยุงกันก่อน โดยส่วนใหญ่แล้ว ยาจุดกันยุงจะนิยมใช้สารไล่หรือป้องกันยุงในกลุ่มไพรีทรอยด์ pyrethroids
ซึ่งเป็นสารเคมีที่สกัดได้จากพืชตระกูลเบญจมาศ โดยสารไพรีทรอยด์ตัวนี้จะเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบประสาทของยุง ทำให้ยุงเป็นอัมพาตอย่างรวดเร็ว และตายในเวลาต่อมา ส่วนควันที่ปล่อยออกมาจากยาจุดกันยุงก็ยังช่วยลดอัตราการกัดของยุงได้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราจุดยาจุดกันยุงเมื่อไหร่ จึงช่วยในการป้องกันยุงได้นั่นเอง

แต่ก็เหมือนกรรมตามสนอง เพราะเมื่อเราฆ่ายุงจากยาจุดกันยุง สารจากสิ่งนี้ก็ย้อนกลับมาทำร้ายเราได้เช่นกันหากเราใช้มันในปริมาณที่มากเกินไป หรือจุดยาจุดกันยุงในบริเวณที่คับแคบ ไม่มีอากาศถ่ายเทนานๆ
เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สารไพรีทรอยด์ในยาจุดกันยุง มีความเป็นพิษต่ำกว่าสารเคมีกำจัดแมลงกลุ่มอื่น การใช้ยาจุดกันยุงในขนาดและวิธีการใช้แบบปกติ จึงมักไม่พบการเกิดพิษแต่อย่างใด

อาการเบื้องต้น

1. การสูดดม หากเป็นการสูดดมในปริมาณมากและยาวนาน จะทำให้รู้สึกหายใจติดๆ ขัดๆ หรือหายใจไม่สะดวก

2. การสัมผัสทางผิวหนัง ก่อให้เกิดการระคายเคือง โดยเฉพาะคนที่ผิวหนังแพ้ง่ายจะมีอาการคัน มีผื่นแดง ทั้งนี้เพราะสารระเหยสามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายได้อย่างง่ายดาย

3. การกลืนหรือกินเข้าไป ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

4. การสัมผัสทางตา เมื่อสารจุดกันยุงเข้าตาจะก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ตาแดง เจ็บตา น้ำตาจะไหล

ทั้งหมดนี้จะไม่เป็นอันตรายหากได้รับปริมาณน้อย หรือแก้ไขได้ทัน แต่ถ้ามีการสะสมของสารระเหยในยาจุดกันยุงเป็นเวลานานๆ สารระเหยจะเข้าไปทำลายเยื่อบุเมือก และทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้หลอดลมและกล่องเสียงอักเสบ อีกทั้งยังเข้าไปทำลายปอด ทรวงอก ทางเดินอาหาร ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ

ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจถี่รัว วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และหากได้รับในปริมาณสูงมากๆจะมีอาการเป็นพิษแบบเฉียบพลัน ได้แก่ มึนงง ปวดศีรษะ อาเจียน กล้ามเนื้อกระตุก อ่อนเพลีย ชัก หรือหมดสติได้

หากไม่อยากจะต้องมาเจ็บป่วยเพราะยาจุดกันยุง ก็ต้องรู้จักวิธีการป้องกันอันตรายที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงการใช้ยาจุดกันยุงให้ได้มากที่สุด จุดเฉพาะเวลาที่จำเป็น และใช้ด้วยความระมัดระวัง ดังนี้

จุดให้ห่างจากบริเวณที่มีคนอยู่ และวางไว้เหนือลม
จุดยากันยุงเฉพาะในห้องที่มีอากาศถ่ายเทดีเท่านั้น หากเป็นห้องปิดหรือห้องที่มีอากาศอับชื้นไม่ควรจุดเด็ดขาด
ขาตั้งและสิ่งรองยาจุดกันยุง ต้องทำด้วยวัสดุโลหะหรือวัตถุอื่นที่ไม่ติดไฟ และวางให้ห่างจากของไวไฟ ทั้งนี้เมื่อเลิกใช้ยากันยุงแล้วควรตรวจดูให้แน่ใจว่าไฟดับเรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันอุบัติเหตุไฟไหม้
ระวังไม่ให้สารระเหยจากยากันยุงสัมผัสถูกอาหาร หรือไม่ควรจุดยากันยุงใกล้กับบริเวณที่รับประทานอาหาร
ล้างมือให้สะอาดทุกๆ ครั้งหลังการหยิบหรือสัมผัสยาจุดกันยุง

สารจากยาจุดกันยุงเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ของมารดาอย่างสูง เพราะฉะนั้นหญิงตั้งครรภ์จึงไม่ควรใช้หรืออยู่ในบริเวณที่มีการจุดยากันยุง

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยุงจะมีการปรับแต่งกลิ่นให้มีกลิ่นหอม เพิ่มกลิ่นอื่นเข้าไปเพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นที่เหม็นจนคนทนไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อันตรายของยาจุดกันยุงลดน้อยลง
ดังนั้น หากต้องการปลอดภัยและหายใจอย่างสะอาด เราจึงควรปฏิบัติตนเพื่อถูกต้องเพื่อให้ห่างไกลจากอันตรายของยาจุดกันยุง ใช้มันอย่างพอเหมาะและถูกวิธี เพียงเท่านี้สุขภาพที่ดีก็จะอยู่กับเราตลอดไปแล้ว